FICTION

สวัสดีค่ะ มาถึงตอนสุดท้ายแล้วค่ะ สำหรับ แฟนฟิค บาซาร่า เรื่องแรกในชีวิต (อยากจะบอกว่า มันเขียนรอดด้วย!!!!) สำหรับเนื้อหาที่อิงกับ อนิเม ภาคแรก ทั้ง 12 ตอนเนี่ย ยาวนานไม่ใช่เล่น โครงการต่อไปเอาอะไรดีหนอ ที่จริงแอบมีตอนต่อไปสำหรับเนื้อหาอิงจากเกมส์ภาค 2 มาแล้วนะคะ แต่ยังไม่เป็นรูปร่าง เพราะมัวทำซับ

หรือว่าจะเอา Dance in the vampire bund ฉบับวาย ๆ ที่ใช้ตัวละครเอก original (ที่คิดเอง) ดีหนอ หุหุ 

เอ้า เชิญอ่านกันดีกว่าค่ะ 


Warning : fan-fiction เรื่องนี้ เป็นแนว Yaoi หรือ ชายรักชายค่ะ หากท่านไม่มีความสนใจทางด้านนี้ เชิญกลับออกไปได้ค่ะ และขอความกรุณาผู้ที่จะนำไปลงที่อื่น (แม้จะมีหรือไม่มีก็ตาม ก็ไม่ได้เขียนเก่งไรถึงขั้นว่าจะมีใครเอาไปลงที่อื่นหรอก แต่ของแบบนี้เขาเรียกกันไว้ก่อนน่ะค่ะ) ว่าบอกเราซักนิด เครดิตชื่อคนเขียนอย่างเราซักหน่อย จะขอบคุณมากค่ะ

Sengoku Basara Fan-Fiction (ประหลาด)

Masa x Yuki

-A road in Dream-



ความฝัน....

ฝันหนึ่ง...ของคนคู่หนึ่ง

ซึ่งยืนอยู่คนละฟากฝั่งของแม่น้ำไหลเอื่อย

เปลวเพลิงของภูผาสีแดง

เกล็ดหิมะของบุปผาสีฟ้า

พยัคฆ์แห่งไค  เทพสงครามแห่งเอจิโกะ

ดวงตาของคนทั้งคู่กำลังมองความฝันเดียวกัน

ฝันหนึ่ง...ของคนคู่หนึ่ง

ที่ความมืดมิดสีราตรี จะแปรเปลี่ยนเป็นท้องฟ้าสีขาวพร่าง

ฝันหนึ่ง...ของคนคู่หนึ่ง

จะเป็นความจริงของผู้คน

กลียุคของจอมมาร...

ถึงเวลาจบสิ้นลงแล้ว

จันทร์เสี้ยวกระจ่างกลางฟ้า สูงยิ่งนักกว่าจะฉายแสงส่องลงมาถึงพื้นดิน จันทร์ดวงนี้เหม่อมองผืนแผ่นดินอันสงบเงียบมาแสนนาน ก่อนจะได้มองเห็นเหล่าผู้คนซึ่งกำลังมุ่งมั่นไปยังจุดหมาย ควบตะบึงผ่านป่าใหญ่น้อย แนวพืชผล ผืนนากว้างสุดลูกหูลูกตา โดยทิ้งเพียงฝุ่นควันไว้เบื้องหลัง...

ผู้คนต่างแคว้น...ธงทัพหลากสี กองกำลังเหล่านี้ นำพาความมุ่งมาด ปรารถนาไปยังทิศทางเดียวกัน ภายใต้แม่ทัพคนเดียวกัน...

ท่านมาซามุเนะ...หรือว่า เรื่องนี้ท่านได้เตรียมการเอาไว้แล้ว...  ยูกิมุระควบม้าตามหลังผู้ถูกถามมาติด ๆ เมื่อมองดูกองทัพผสมเหล่านี้แล้วก็ทำให้อดคิดไม่ได้...

เรื่องอะไร?”

ที่ท่านยุบทัพดาเตะ...ตอนนั้น...เพื่อกระตุ้นจิตใจของข้า...  เมื่อคราที่มาซามุเนะประกาศยุบทัพตัวเอง ภายในใจเด็กหนุ่มมีแต่คำถามมากมาย ทว่า ในเวลานี้ ที่รวบรวมกองทัพใหญ่ได้ถึงขนาดนี้ และทำให้เขาออกก้าวเดินมาด้วยกันเช่นนี้...ก็เป็นเพราะคำประกาศนั้นนั่นเอง

ที่ข้ารู้คือ ทุกคนเดิมพันชีวิตกับสิ่งนี้  ยูกิมุระยิ้มจางเมื่อได้รับคำตอบจากชายหนุ่ม...

“Are YOU Ready Guys?!!”  คำถามของมาซามุเนะดังกึกก้องไปทั่ว ทว่า เสียงตอบรับกลับกึกก้องยิ่งกว่า จนแทบทำให้แผ่นดินสะเทือน ดวงจันทร์ซึ่งกำลังเฝ้ามองอยู่ไกล ๆ สั่นไหว

ปราสาทอาซึจิ จะเป็นหลุมฝังศพของจอมมาร!!! จัดการมันให้สิ้นซากไปเลย!!!!” 

และแล้ว ดวงจันทร์ก็ได้เฝ้ามองผู้คนเหล่านั้นต่อไป ท่ามกลางราตรีอันไร้ซึ่งประกายดวงดาว

 

*********************************

 

ดวงตาโศกคู่งามค่อยลืมขึ้นอย่างช้า ๆ ราวกับอยู่ในภวังค์มาแสนนาน...เมื่อปรับภาพเบื้องหน้าจนแจ่มชัดแล้ว โออิจิถึงกับอุทานด้วยความสั่นกลัว

อิจิ...อิจิ...เป็นคนฆ่าหรือ?”  ร่างไร้วิญญาณของท่านหญิงโน นอนหงายอยู่บนพื้นไม้ขัดเงา...

ไม่...ไม่จริง...อิจิ...ทำร้ายท่านพี่หญิง ท่านพี่...  โออิจิพร่ำด้วยเสียงอันหวาดหวั่น ในห้วงความคิดทบทวนกลับไปกลับมา ถึงสาเหตุที่ได้ฆ่าพี่สะใภ้ลงไป ทว่า ก่อนที่นางจะได้ครุ่นคิดไปมากกว่านั้น เสียงระเบิดสนั่นดังจากชั้นล่างสุดของปราสาทก็ดังกึกก้องขึ้น...

...กองทัพ...ทุกคน...ทุกคนกำลังจะมาฆ่าท่านพี่แล้ว  ร่างบอบบางลุกขึ้นช้า ๆ พลางเดินไปยังชั้นบนสุดของปราสาทเพื่อตามหาพี่ชาย...

 

*********************************

 

สิ้นเสียงระเบิดดัง และกลุ่มควันได้จางหาย ประตูปราสาทอาซึจิอันแข็งแกร่งมิได้สะดุ้งสะเทือน หรือมีรอยกะเทาะแตกร้าวแม้แต่น้อย ไม่ว่าระเบิดหรือเปลวไฟที่ถูกขว้างเข้าไปกลับสูญหายไปสิ้น ราวกับถูกเงื้อมมืออันมืดมิดของจอมมารดูดกลืนเอาไว้

มาซามุเนะมองสถานการณ์เบื้องหน้าแล้ว ชายหนุ่มจึงนิ่งคิดหาวิธีบุกเข้าปราสาท ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น บาดแผลกระสุนจากศึกนากาชิโนะได้ประท้วงร่างกายขึ้นมา

ไม่สะดุ้งสะเทือนเลยซักนิด  ทหารนายหนึ่งเอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงประหลาดใจระงมของเหล่าทหารทั้งหลาย...

ที่บอกเล่าต่อกันมาดูท่าจะเป็นเรื่องจริง...ที่ว่ากำแพงปราสาทแข็งแกร่งราวเหล็กกล้า ผู้ใดก็มิอาจตีปราสาทอาซึจิได้สำเร็จ ท่านมาซามุเนะ...เราจะ...อ๊ะ!”  ยูกิมุระละสายตาจากกำแพงปราสาท ในดวงตาสีดำคู่สวยสะท้อนรอยเลือดจาง ๆ ซึ่งซึมผ่านเนื้อผ้าสีน้ำเงินเข้มออกมาจากบริเวณสีข้าง ที่เป็นบาดแผลดั้งเดิมของมาซามุเนะ

บาดแผลของท่าน! ต้องรักษา...

แค่แรงสะเทือนจากการขี่ม้าเท่านั้น...ที่สำคัญกว่าคือ เราต้องหาทางบุกทะลวงกำแพงหนาพวกนี้เข้าไปให้ได้เสียก่อน  มาซามุเนะเอ่ยปัด พลางยืดตัวขึ้นเพื่อมิให้เหล่าทหารผู้ติดตามรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติ...

แต่ว่า... 

ซานาดะ ยูกิมุระ ข้าไม่ต้องการให้เจ้าต้องมาเป็นห่วง 

...อึก...  เด็กหนุ่มกัดริมฝีปากเมื่อถูกปฏิเสธความห่วงใย  ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของมังกรจึงลดความแข็งกร้าวลงหลายส่วน...ทว่า มาซามุเนะก็มิได้กล่าวอะไรอีกเพื่อปลอบใจ

เสียงหวืดหวือแหวกฝ่าอากาศจากเบื้องบนท้องฟ้าผ่านใกล้เข้ามา ทำให้เหล่าทหารหาญต้องแหงนหน้ามอง ฉับพลันก็ได้เห็นก้อนอาวุธสีดำสนิทตกลงมายังพื้นดิน เสียงดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมประกายไฟแลบแปลบ และควันคลุ้ง ทำให้ทุกคนตระหนักได้ว่านี่คือ อาวุธจากตะวันตก

แรงระเบิดเมื่ออาวุธเหล่านั้นตกถึงพื้น ทำให้ทุกคนเกือบจะถูกลมอันรุนแรงจากการตกกระทบ กระแทกกระเด็นไปคนละทิศทาง ลูกหนึ่งตกเบื้องหน้า มาซามุเนะ และยูกิมุระ สายลมอันรุนแรงนำพาฝุ่นควันเข้ามาทำให้เด็กหนุ่มต้องหลับตาหนี เส้นผมสีน้ำตาลปลิวสะบัดไปตามแรงลม

นี่มันอะไรกัน?” 

ท่านแม่ทัพ มันลอยมาจากทางทะเลขอรับ!”  ทหารคนสนิทนายหนึ่งของมาซามุเนะรายงาน ขณะที่อาวุธสีดำอีกลูกหนึ่งตกใกล้พวกเขา ทว่า แม้จะค่อนข้างรุนแรง แต่อาวุธเหล่านั้นก็มิได้ทำร้ายเหล่าทหารโดยตรง พวกเขาไม่ได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย กลับเป็นอาวุธพวกนั้นเสียอีก ที่ดูราวกับมีระยะที่เพิ่มมากขึ้น และกำลังตกใกล้ประตูปราสาทอาซึจิมากขึ้นเรื่อย ๆ

เสียงระเบิดดังสนั่น พร้อมกับที่กำแพงปราสาทได้พังทลายลง เมื่ออาวุธนั้นตกกระทบอย่างถนัดถนี่ ในวินาทีนั้น มาซามุเนะได้เข้าใจในทันทีว่าอาวุธเหล่านั้นมาเพื่อพวกเขา

ท่านมาซามุเนะ...นี่มัน...

ฮ่ะ...! ดูเหมือนว่าเราจะมีอาวุธตะวันตกกับเขาบ้างแล้วสินะ หนุ่มเจ้าสำราญนั่นทำอะไรได้รวดเร็วดีจริง  ชายหนุ่มกล่าวชื่นชม นักเดินทางร่างสูง ที่อุตส่าห์เดินทางไกลเพื่อความสงบสุขของแผ่นดิน

อ๊ะ หรือว่า...มาเอดะ เคย์จิ...เจรจากับโมริ และ โจโซคาเบะ สำเร็จแล้ว  ดวงตาสีดำของเด็กหนุ่มเป็นประกาย เมื่อมองกำแพงปราสาทค่อย ๆ ร่วงกราวลงมา เผยภายในของปราสาทอาซึจิอันแข็งแกร่งให้เห็น

ไปกันเถอะ ยูกิมุระ  มาซามุเนะควบม้านำไปจุดที่กำแพงปราสาทพังลง ยูกิมุระดึงบังเหียนบังคับม้าตามอย่างรวดเร็ว

 

*********************************

 

หึ!”  โอดะ โนบุนางะ นั่งบนบัลลังค์ในชั้นบนสุดของปราสาท ดวงตามืดมิดดุจราตรีกาลมองเห็นทุกอย่าง รวมทั้งการบุกของกองทัพผสมเหล่านั้นอีกด้วย ชายผู้ได้ชื่อว่าจอมมารฟ้าที่หก แสยะยิ้มพลางลุกขึ้นยืนสั่งการ

>คิดหรือว่า มีลูกเล่นเพียงเท่านี้ จะสามารถบุกตีปราสาทของข้าได้...จัดการระเบิดน่ารำคาญพวกนั้นซะ!”  โนบุนางะสะบัดผ้าคลุมสีแดงดั่งเลือด ปืนใหญ่สีทองเข้มบนปราสาทยิงสกัดเหล่าอาวุธตะวันตกสีดำที่ถูกยิงเข้ามาอีกครั้งจนสิ้นซาก

กองทัพของข้า! ฆ่าพวกมันให้หมด!!” 

เหล่าทหารหาญทัพโอดะ เมื่อได้รับคำสั่งจากนายเหนือหัว จากที่จัดทัพป้องกันอยู่ภายใน ก็เคลื่อนทัพออกเพื่อสกัดกั้นการบุกของมาซามุเนะและยูกิมุระตรงบริเวณรอยแตกของกำแพงทันที

โนบุนางะออกมายืนบนระเบียง มองดูสถานการณ์ซึ่งกำลังดำเนินไป โดยที่ท่านหญิงโออิจิผู้เป็นน้องสาวกำลังคืบใกล้เข้ามา

ขอโทษค่ะ...ท่านพี่...อิจิ  ทำให้ท่านพี่หญิง...  โออิจิเอ่ยเสียงสั่น พลางก้าวเข้ามายืนด้านหลัง

ช่างมัน...ผู้หญิงนั่นมันก็มีความสามารถแค่นั้นแหละ  นอกจากโนบุนางะจะไม่แม้แต่หันมามองแล้ว ยังเอ่ยตอบคำขอโทษของน้องสาวอย่างไม่ยี่หระอีกด้วย...

แค่นั้น?...ทั้ง ๆ ที่ท่านพี่หญิงอุตส่าห์รักท่านพี่ถึงขนาด...ถึงขนาดยอมสละทั้งชีวิตให้  อิจิรู้สึกหนาวเยือกกับคำตอบของพี่ชาย...นางคิดว่า แม้พี่ชายจะมีนิสัยเหี้ยมโหด แต่หากเป็นเรื่องของหญิงที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ก็น่าจะมีพื้นที่ในใจของเขาซึ่งหลงเหลือไว้ให้หญิงผู้นั้นได้ครอบครองบ้าง ทว่า บัดนี้อิจิตระหนักแจ้งแล้วว่า พี่ชายเหี้ยมโหด และไร้หัวใจอย่างแท้จริง...

ตุ๊กตาอย่างเจ้า คิดจะมาสั่งสอนข้ารึ?” 

อิจิ...ไม่ใช่ตุ๊กตานะเจ้าคะ 

แล้วอย่างไรล่ะ? ผู้หญิงโง่ ๆ อย่างเจ้า บังอาจจะมาสั่งสอนข้ายังไม่พอ ถึงกับยกดาบหันมาหาข้าด้วยเช่นนั้นรึ?”  โนบุนางะละสายตาจากการรบพุ่งเบื้องล่าง หันมามองน้องสาวด้วยสายตาดูแคลน ร่างบอบบางถึงกับสะท้าน มือเรียวงามจับง้าวคู่ประกบแน่นขึ้นอีก แต่ก็มิอาจปิดบังความสั่นกลัวต่อชายเบื้องหน้านี้ไปได้

...ไม่...อิจิไม่ต้องการฆ่าท่านพี่...เพียงแค่ เพียงแค่อยากช่วยท่านพี่...ให้ท่านพี่ได้พ้นจากความมืดบอด ให้ท่านพี่...เป็นท่านพี่ที่ใจดีเหมือนเมื่อสมัยที่พวกเรายังเป็นเด็ก...เท่านั้น  โนบุนางะไม่สะทกสะท้าน ไม่แม้แต่จะสะดุดคิดถึงวันวานแห่งวัยเยาว์ที่อิจิพูดถึง ในดวงตาสีราตรีคู่นั้นมีเพียงความดำมืดไร้ดวงดาว ไร้จุดสิ้นสุด ไร้ความปรานี

ไม่ต้องพูดแล้ว เมื่อเจ้ากล้าหันดาบมาหาข้า ก็ไม่มีทางอื่นให้เจ้าเลือกเดินอีกต่อไป  อิจิตั้งง้าวคู่ประกบในแนวนอน หันปลายคมไปด้านหน้าด้วยสีหน้ามุ่งมั่น ทว่า เมื่อนางมองใบหน้าชืดชาของพี่ชายให้ชัดเจนอีกครั้งแล้ว หัวใจก็เจ็บแปลบราวถูกบีบ...

ฮึก...ขอโทษค่ะ...  หยาดน้ำร่วงหล่นจากดวงตาคู่โศก ง้าวคู่ประกบถูกทิ้งลงพื้น แม้ชายผู้นี้จะเป็นคนฆ่าสามีของนาง แม้เขาจะโหดเหี้ยมกับคนทั้งโลก แม้...เขาจะไร้ความปรานีกับผู้หญิงที่รักเขา หรือแม้กระทั่ง โหดร้ายกับตัวนางเอง...ทว่า สุดท้ายแล้ว เขาจะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว มิอาจหลุดพ้นจากความกราดเกรี้ยวอันดำมืด...เป็นจอมมาร ที่มีแต่ผู้คนสาปแช่ง

ท่านพี่...น่าสงสาร...ช่างน่าสงสารเหลือเกิน 

ผู้หญิงหน้าโง่!”  หัวใจอันชืดชา มิอาจอบอุ่นขึ้นได้ด้วยหยาดน้ำตาหยดหนึ่ง โนบุนางะมองน้องสาวด้วยดวงตาสีราตรีมืดหม่น พลางหันปากกระบอกปืนขึ้นเล็งมายังร่างของโออิจิ

...ท่านพี่... 

เสียงปืนสนั่นดัง พร้อม ๆ กับที่ประตูชั้นบนสุดของปราสาทถูกทำลายด้วยดาบ และ หอกคู่  ภาพที่มาซามุเนะ และยูกิมุระซึ่งบากบั่นบุกทะลวงกองทัพโอดะมาถึงชั้นบนนี้ได้นั้น คือ ร่างบอบบางของหญิงสาว กำลังร่วงหล่นลง...ทั้งหยาดน้ำตา

...น้องสาว...จอมมาร?”  ชายหนุ่มรำพึงขึ้นเมื่อร่างนั้นตกกระแทกพื้นไม้ขัด...หญิงสาวซึ่งเขามิอาจลืมเลือน

ท่ามกลางฝุ่นควัน และดินปืนคละคลุ้งในอากาศ เสียงอันแสนเศร้าสร้อยของนางถูกกลบกลืนไปสิ้น คนที่นางรักถูกลวงหลอกเพื่อเป็นหมากใช้แล้วทิ้ง...หยาดน้ำตาซึ่งหยดลงมาบนพื้นดิน...ซึ่งมิมีผู้ใดสนใจใยดี

ท่าน...ดาเตะ...  โออิจิเรียกชื่อชายหนุ่มในชุดเกราะน้ำเงินเข้มผู้ที่นางมิอาจลืมเลือนได้เช่นกันเบา ๆ ดวงตาคู่โศกเผยประกายยินดีชั่วขณะหนึ่งแม้จะพร่าเลือนด้วยหยาดน้ำ

ขอบพระคุณเจ้าค่ะ...ที่ครั้งนั้นท่านทุ่มเทต่อสู้กับท่านนากามาสะอย่างยุติธรรม...ท่านนากามาสะ...รู้สึกยินดีมากที่...ได้...ประมือ...  นางพยายามเอ่ยอย่างเชื่องช้า...พวงแก้มนวลอาบไปด้วยทางน้ำตาหลากสาย ทว่า ใบหน้าของโออิจิกลับกำลังแย้มยิ้มราวบุปผาดอกน้อยผลิบานในยามเช้า...

...กับท่าน  ลมหายใจสุดท้ายของหญิงสาวผู้มีชีวิตอันแสนเศร้าได้สิ้นสุดลง ทว่า ผู้ที่หัวใจเจ็บแปลบกับการที่เห็นชีวิตของนางถูกปลิดปลงลงไปราวสิ่งของไร้ความสำคัญ กลับกลายเป็น บุคคลซึ่งมิได้มีสายเลือดเดียวกับนางแม้แต่น้อย...

ยูกิมุระกัดริมฝีปากแน่น ดวงตาสีดำสนิทบริสุทธิ์บันทึกภาพใบหน้าของโออิจิเอาไว้อย่างชัดเจน ความโกรธที่กำลังพวยพุ่งขึ้นจากปลายเท้ามาถึงหัวใจ ทำให้เด็กหนุ่มมิอาจมองชายผู้ซึ่งคร่าชีวิตของนางไปได้ในทันที

โอดะ โนบุนางะ...!”  มาซามุเนะละสายตาจากร่างอันน่าสงสารของโออิจิ พลางมองใบหน้าของจอมมารฟ้าที่หก ด้วยสายตาแข็งกร้าว...

คิดดีแล้วหรือ? ที่ทำเช่นนี้!” 

ไม่มีสิ่งใด ยั่งยืนจีรัง...พวกเจ้าสองคนตั้งใจจะมาเอาหัวข้าไม่ใช่รึ!”

เจ้าพวกอ่อนหัด!!!”  เสียงตวาดของจอมมาร ส่งแรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้าใส่ทั้งสองอย่างมิปรานี มาซามุเนะชักดาบคาตานะออกจากฝัก พร้อมกับที่ยูกิมุระกระชับกุเร็นในมือมั่น

ข้าจะเป็นคนตัดหัวของเจ้าเอง! แต่ก่อนหน้านั้นข้าขอถาม...เจ้า...เป็นใคร?”  มาซามุเนะยกดาบขึ้นตั้งแนวนอนเหนือศีรษะ หันปลายดาบคมวาวไปยังร่างสูงใหญ่ของชายที่อยู่เบื้องหน้า...

ที่ข้าเห็น...ที่ดวงตาเพียงข้างเดียวของข้ามองเห็น เจ้าก็คือปีศาจร้ายในคราบมนุษย์เท่านั้น  โนบุนางะแสยะยิ้มด้วยใบหน้าอันชืดชา

ข้าคือ! โอดะ  โนบุนางะ  จอมมารฟ้าที่หก!!!”  สิ้นเสียงประกาศก้อง โนบุนางะก็สะบัดเสื้อคลุมสีแดงเลือดไปเบื้องหน้า สายลมอันเกรี้ยวกราดเข้าปะทะทั้งสองคนอย่างถนัดถนี่ ประกายอาวุธชิ้นเล็กราวเข็มเย็บผ้ากรีดใบหน้าด้านข้างของยูกิมุระจนเกิดบาดแผล...ทว่า เด็กหนุ่มก็ยังคงประกบกุเร็นเป็นรูปร่างกากบาทยืนหยัดต้านสายลมเหล่านั้นอย่างมิทดท้อเคียงข้างมาซามุเนะ

แทนที่จะมามัวนั่งสั่นอยู่ในความกลัว ทำไมพวกเจ้าไม่มารินเหล้าแล้วขอความเมตตาจากข้าดูบ้างเล่า!”

“No Kidding! เหล้าของแกก็รินกินเองเซ่!”  มาซามุเนะปฏิเสธข้อเสนอน่ารังเกียจในทันที และดาบคาตานะยังคงหันปลายไปยังโนบุนางะไม่เปลี่ยนเป้าหมาย

บาปที่เข่นฆ่าแม้กระทั่งคนในสายเลือดเดียวกันด้วยหัวใจอันสกปรก ข้าจะปิดผนึกมันที่นี่เอง!”  ยูกิมุระยืดหอกทั้งคู่ หนึ่งบน หนึ่งล่าง พลางสืบเท้าเข้าหาศัตรูทีละน้อย

น่าขัน... 

สิ้นเสียงดูแคลนของโนบุนางะ มาซามุเนะ และ ยูกิมุระ ต่างสะบัดดาบและหอกพร้อมกัน ทว่า ยังมิทันที่ปลายดาบจะได้สัมผัสร่างของจอมมารฟ้าที่หก โนบุนางะชิงจู่โจมก่อนอย่างรวดเร็ว ยังผลให้ทั้งสองคนถูกดาบประกายเลือดปัดจนกระเด็นถอยไปด้านหลัง

เจ้าพวกนกเจื้อยแจ้วน่ารำคาญ! ข้าจะมอบชีวิตใหม่ให้กับโลกใบนี้ ก็รับ ๆ มันไปซะ!”  สิ้นเสียงโนบุนางะก็สะบัดเสื้อคลุมอีกครั้ง ป้องกันการโจมตีของยูกิมุระ พลางยิงปืนติดต่อกันจนเด็กหนุ่มต้องใช้หอกปัดกระสุนเป็นพัลวันก่อนจะต้องกระโดดถอยไป พร้อมกับที่มาซามุเนะซึ่งชักคาตานะทั้งหกเล่มออกจากฝักแล้วเข้าปะทะ

ตายไปซะ!!”  โนบุนางะตวาดโดยแรง ก่อนจะใช้ดาบสีเลือดขวางรับการโจมตีของมาซามุเนะ และปัดชายหนุ่มกระเด็นออกไปด้านนอกปราสาท

ท่านมาซามุเนะ!”  ยูกิมุระรีบกระโดดไล่ตามร่างซึ่งร่วงลงไปทันที ทว่า ก็ถูกกระสุนปืนของอีกฝ่ายบังคับให้ต้องล่าถอยกลับไปยืนอยู่ที่เดิม...

มาซามุเนะตกลงมาบนบริเวณหลังคาปราสาทชั้นที่สอง แรงตกกระแทกทำให้บาดแผลกระสุนที่นากาชิโนะก็ได้เปิดออกมาเสียแล้ว เลือดสีแดงสดซึมผ่านเนื้อผ้าเผยให้เห็นเป็นวงกว้าง ความเจ็บปวดก็แล่นริ้วขึ้นมาจนทำให้การเคลื่อนไหวเชื่องช้าลงในทันที

บริเวณชั้นล่างสุดของปราสาท กองทัพของโอดะเริ่มล่าถอย เปลี่ยนจากรุกเป็นตั้งรับป้องกันปราสาทแทนแล้ว เนื่องจากการสั่งการประสานระหว่าง โคจูโร่ และ ซาสุเกะสำเร็จผล บัดนี้ รอบปราสาทอาซึจิ เต็มไปด้วยเหล่าทหารกองทัพผสมซึ่งกระจายกำลังโอบล้อมไว้

การล้อมประสบผลแล้ว...  โคจูโร่ควบม้านำทัพโอบล้อมอยู่ด้านหน้าของปราสาท เขารีบมาอย่างรวดเร็วหลังจากจัดการกับมิตสึฮิเดะที่วัดฮอนโนจิเรียบร้อยแล้ว

ทว่า ชายหนุ่มก็โล่งใจได้เพียงครู่เดียว เมื่อเขาเห็นร่างสูงใหญ่ของจอมมารฟ้าที่หกกระโดดลงมาจากระเบียง และที่ตรงนั้นเป็นที่ ๆ มาซามุเนะกำลังยันตัวลุกขึ้นพอดิบพอดี

ท่านมาซามุเนะ!”  เงื้อมมือของจอมมารตรงเข้ายึดลำคอของชายหนุ่มไว้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีพละกำลังมหาศาลที่สามารถยกร่างสูงซึ่งสวมชุดเกราะเอาไว้ได้ด้วยมือข้างเดียวอีกด้วย

หมดเวลาการแสดงปาหี่เท่านี้แหละ! ถึงเวลาที่พวกเจ้าต้องชดใช้ความโกรธของข้าด้วยเลือดของพวกเจ้า!!!”  โนบุนางะเพิ่มแรงบีบบนลำคอชายหนุ่มแน่นขึ้นอีก เมื่อจบประโยค เหล่าพลปืนของโอดะซึ่งซุ่มซ่อนอยู่ภายในปราสาท ต่างพากันเปิดบานหน้าต่างไม้ลับออกมาเล็งยิงบรรดาทหารกองทัพผสมที่โอบล้อมปราสาทรอบทิศทาง

เสียงปืนและเสียงกรีดร้องของบรรดาทหารหาญดังก้องในหูของมาซามุเนะไกล ๆ ทว่า แม้จะถูกยึดลำคอไว้แน่น ชายหนุ่มก็ยังสู้สายตากับโนบุนางะและคิดหาทางออกอยู่ตลอดเวลา

ข้าจะควักลูกตาที่เหลือของเจ้าซะ ดีมั๊ย?”  จอมมารเผยรอยยิ้มอย่างมีชัย พลางเงื้อนิ้วโป้งไปที่ตำแหน่งดวงตาสีน้ำตาลอ่อน

แน่จริงก็ลองดู!”  มาซามุเนะมิยอมพ่ายแพ้ไปเช่นนี้  มือทั้งสองซึ่งกำดาบทั้งหกเล่มเอาไว้ พยายามอย่างหนักที่จะขยับเขยื้อน

ท่านมาซามุเนะ!”  ยูกิมุระแทงหอกออกไปยังตำแหน่งสีข้างของโนบุนางะ ทว่า ก่อนที่ปลายหอกจะสัมฤทธิ์ผล กระสุนทำลายล้างจากปากกระบอกปืนคู่ก็สกัดกั้นเด็กหนุ่มให้ล่าถอย...ยูกิมุระกัดริมฝีปาก เหงื่อกาฬไหลหยดลงปลายคาง ภาพของท่านหญิงโออิจิซึ่งถูกฆ่าอย่างมิปรานียังคงติดตาอยู่ไม่อาจลืมเลือน

กลัว...กลัวเหลือเกิน กลัวจนมิอาจขยับเขยื้อนไปไหนได้ จนเหมือนถูกติดตรึงอยู่กับที่

<เจ้าพวกอ่อนแอโง่เง่า จงสมเพชตัวเองแล้วตายไปด้วยความแค้นที่ตัวเองอ่อนแอซะเถอะ!”  โนบุนางะประกาศก้อง พร้อมกับที่เสียงปืนยังคงดังต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน แม้บรรดาเหล่าทหารกองทัพผสมจะหาญกล้าบุกเข้าปราสาทโดยมิเกรงกลัว ทว่า กระสุนปืนซึ่งตกลงราวกับห่าฝน ก็ทำให้บาดเจ็บล้มตายไปเป็นจำนวนมาก จนมิอาจคืบหน้าโอบล้อมปราสาทได้ดังแผนการที่ได้วางเอาไว้

โคจูโร่ควบม้าไปรอบ ๆ คอยสั่งการ ในขณะที่กำลังจนหนทางอยู่นั่นเอง ก็เกิดระเบิดขึ้นกับพลปืนของโอดะบนปราสาท จนทุกคนต้องแหงนหน้ามอง

นั่นมัน?”  โคจูโร่เอ่ยขึ้น เมื่อเห็นร่างใหญ่ยักษ์ในเกราะเหล็กหนา โผล่พ้นกลุ่มควันขึ้นมา เขากวางขนาดใหญ่ประดับบนหมวกเกราะนั้น มิอาจเป็นผู้ใดไปได้นอกจาก ชายผู้ที่ได้ชื่อว่าผู้แข็งแกร่งแห่งยุค ที่ใคร ๆ ต่างก็คิดว่า ได้เสียชีวิตแล้วที่ศึกนากาชิโนะ 

แม่ทัพคนสนิทของโตกุกาวะ อิเอยาสึ

ท่านทาดาคัตสึ!!”  เหล่าทหารแห่งมิคาวะต่างพากันกู่ร้องเรียกชื่อ แม่ทัพผู้เกรียงไกรของพวกเขาด้วยน้ำเสียงปรีดา แม้แต่ทหารกลุ่มอื่นก็มีท่าทางยินดีไม่แพ้กัน

ทาดาคัตสึพุ่งตัวขึ้นไปยังไปยังบริเวณปืนใหญ่สีทองซึ่งใช้ยิงสกัด อาวุธตะวันตกจากทางทะเลและทำลายมันจนสิ้นซาก ด้วยหอกเหล็กยักษ์ในทันที

อึก...!”  หมวกเกราะสีน้ำเงินเข้มประดับจันทร์เสี้ยวร่วงหล่นลงกระแทกหลังคาเปรอะเปื้อนหยาดเลือดสีแดงเข้มจำนวนมากซึ่งไหลหยดจากร่างของมาซามุเนะ  ความเจ็บปวดจากบาดแผล และแรงบีบที่แน่นขึ้นอีกเท่าทวีคูณ ทำให้นิ้วมือเริ่มอ่อนล้า ดาบคาตานะทั้ง 5 หลุดออกจากมือของชายหนุ่มหล่นลงไปปักกับพื้นดินเบื้องล่าง

ท่าน...มาซามุเนะ...  ยูกิมุระกัดริมฝีปาก พลางพยายามขยับเขยื้อนอีกครั้ง ทว่า ความหวาดกลัวเบื้องหน้ายังผลให้เด็กหนุ่มมิอาจคืบเข้าใกล้คนทั้งสองได้อีก...ภายในสมองตื้อชาด้วยความห่วงใยแล่นริ้วไปจนทั่วร่าง ในขณะที่กำลังสั่งตัวเองเพื่อให้ละทิ้ง ความกลัวที่จะสูญเสียเหล่านั้นไป หลังคาที่เหยียบอยู่นั้นก็สั่นสะเทือนด้วยน้ำหนักของใครบางคน

ท่านทาดาคัตสึ!?”  ยูกิมุระมองผู้มาใหม่ด้วยสีหน้าประหลาดใจยิ่งนัก ในครั้งเมื่อศึกนากาชิโนะ อาวุธระเบิดอันรุนแรงของท่านหญิงโน ดูเหมือนได้คร่าชีวิตชายผู้นี้ไปจนมิหลงเหลือเศษซาก ทว่า บัดนี้ชายผู้นั้น กลับยืนอยู่เบื้องหน้าของเขาอีกครั้ง...

อุตส่าห์มาเพื่อหาที่ตายสินะ เจ้าเกราะเส็งเคร็งของทาเคจิโยะ! (โตกุกาวะ อิเอยาสึ)  ดวงตาสีราตรีไร้ดวงดาวเหลือบมอง ทาดาคัตสึ อย่างเย้ยหยัน ทว่า ชายร่างยักษ์ในเกราะเหล็กกลับพุ่งเข้าใส่โนบุนางะ โดยมิได้เอ่ยคำใดอย่างรวดเร็ว  จอมมารจึงทิ้งร่างของมาซามุเนะ พลางสะบัดปากกระบอกปืนคู่ยิงสกัดอย่างรวดเร็วมิแพ้กัน

ใครที่ต่อต้านข้า! ต้องตาย!!”  กระสุนปืนไม่ถี่รัว ทว่า พลังทำลายล้างสูง ทำให้ทาดาคัตสึซึ่งห่อหุ้มร่างด้วยเกราะเหล็กยังต้องถอยร่นไปตามจำนวนกระสุนที่ถูกยิง บาดแผลที่เป็นรูขนาดใหญ่จากอาวุธระเบิดของท่านหญิงโน ยิ่งทำให้ต้องคอยหลบหลีกมิให้ถูกทำร้ายบริเวณนี้ได้ ทาดาคัตสึจึงถอยออกไปจนเกือบสุดขอบหลังคา

ท่านมาซามุเนะ...แผล...  ยูกิมุระพุ่งลงมาหามาซามุเนะ เมื่อเห็นบาดแผลที่สีข้าง เด็กหนุ่มก็ยิ่งใจหาย ทว่า ก็มิอาจปล่อยให้ทาดาคัตสึต้องต่อสู้เพียงลำพัง จึงคิดจะไปช่วย แต่ถูกมาซามุเนะดึงเอาไว้เสียก่อน

แม่ทัพที่ไร้นาย ไม่ต่างอะไรกับสุนัขไร้เจ้าของ หากเจ้าเข้าไปช่วย การแก้แค้นของ ทาดาคัตสึ ที่ทำเพื่อนาย จะไร้ค่าลงในทันที 

อ่ะ...!”  เมื่อได้ยินประโยคที่มาซามุเนะกล่าว ยูกิมุระจึงชะงักในทันใด

ท่าน...ทาดาคัตสึ 

ร่างใหญ่ยักษ์ล่าถอยจนสุดทางบนหลังคา แล้วจึงกระโดดขึ้นไปด้านบน ปืนกระบอกคู่ยังไม่ยอมลดละการทำลายล้างลงแต่อย่างใด ทำให้นอกจากรูขนาดใหญ่ซึ่งเป็นบาดแผลเก่าแล้ว บัดนี้ บนเกราะของทาดาคัตสึก็เพิ่มรอยกระสุนเจาะอีกมากมายนับไม่ถ้วน

เสียงระเบิดสนั่นดัง พร้อมกับเขาข้างหนึ่งถูกปลิดขาด ทาดาคัตสึพุ่งตัวลงมา พลางเงื้อหอกเหล็กลงมายังร่างของโนบุนางะ ทว่า ร่างในเกราะเหล็กนั้นใหญ่เกินไป อาวุธหอกเหล็กนั้นก็หนาหนักเกินไป ทำให้โนบุนางะมองเห็นการโจมตีได้อย่างง่ายดาย จอมมารสืบเท้าไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว หอกเหล็กจึงแทงพลาดลงไปยังหลังคาแทน

ผู้ซึ่งได้ชื่อว่า ผู้แข็งแกร่งแห่งยุค อย่างเจ้า! จะถูกทำลายด้วยน้ำมือของข้า ณ บัดนี้!!”  ปากกระบอกปืนคู่ สอดลึกเข้าไปในรูขนาดใหญ่บนเกราะเหล็ก

ฉับพลัน ประกายไฟแลบแปลบก็พุ่งเข้าไปในเกราะ และตามมาด้วยเสียงระเบิดดังสนั่น เกิดเป็นกลุ่มประกายสีส้มเทาอันเข้มข้นขึ้นเหนือปราสาทอาซึจิ สายลมและกลุ่มควันเข้าปะทะมาซามุเนะ และยูกิมุระโดยแรงจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่

บรรดานายทหารทั้งหลายเบื้องล่าง ต่างก็จ้องมองกลุ่มควันนั้นด้วยลมหายใจระทึกขวัญ

ทว่า สิ่งที่หลงเหลือเมื่อกลุ่มควันจางหายและท้องฟ้าซึ่งเริ่มสาง มีเพียงเงาร่างของจอมมารเท่านั้น...

...ท่าน...ทาดาคัตสึ...  เด็กหนุ่มรำพึงออกมา แม้จะนึกเสียดายเท่าไหร่ แต่ทาดาคัตสึก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ที่มีต่อนายได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์อย่างน่ายกย่องแล้ว

การโจมตีครั้งต่อไป คงจะถึงขีดสุดของข้าแล้ว  มาซามุเนะค่อยลุกขึ้น ก่อนที่ยูกิมุระจะประคองดาบคาตานะที่หลงเหลือเพียงเล่มเดียวให้ เด็กหนุ่มปลดผ้าคาดศีรษะสีแดงชาดออกแล้วพันบนมือเปรอะเลือดเพื่อยึดแน่นเอาไว้กับดาบ

เจ้าจะเป็นตัวตัดสิน...  ชายหนุ่มสะบัดดาบ ปลายผ้าคาดก็เคลื่อนไหว

ขอรับ...แม้ต้องแลกด้วยชีวิตของข้าก็ตาม...  ยูกิมุระตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง

ทั้งน้ำตาของท่านหญิงโออิจิ

ความกล้าหาญของทาดาคัตสึ

เพื่อนายท่านที่แม้บาดเจ็บ แต่มิยอมพ่ายแพ้

เพื่อมาซามุเนะ  ที่ฝากโอกาสครั้งสุดท้ายเอาไว้...

ยังคิดจะสู้อีกรึ เจ้าพวกมดปลวกตัวจ้อย  โนบุนางะทิ้งปืนกระบอกคู่ที่ถูกทำลายจนไม่อาจใช้การได้อีก ลงบนหลังคา  พลางยืนกอดอกมองดูทั้งสองอย่างท้าทาย

มาซามุเนะตั้งดาบในแนวนอน ส่วนยูกิมุระ สะบัดหอกคู่หนึ่งบน หนึ่งล่างอย่างรัดกุมอีกครั้ง

...ทุกคนโอบล้อมทหารของจอมมารเอาไว้ อย่าให้พวกมันมีโอกาสโจมตีได้!”  โคจูโร่สั่งการทัพเบื้องล่าง ในขณะที่ทหารของโอดะต่างกรูกันออกมาจากด้านในปราสาทอีกครั้ง ทว่า ทหารกองทัพผสมต่างบาดเจ็บล้มตายไปมาก จากห่ากระสุนของพลปืนโอดะ ที่หลงเหลือก็เริ่มอ่อนล้าเนื่องจากต่อสู้มาตลอดทั้งคืน จนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มสาง...จึงทำให้เหล่าทหารเริ่มแตกพ่าย

ทว่า...บัดนี้ เวลาได้สุกงอมเต็มที่แล้ว

เสียงครืนครั่นของพาหนะขนาดใหญ่บนทะเล ใกล้เข้ามาจนเทียบท่า กองทัพหลักของโมริ  โมโตนาริ จากโอกิ และ โจโซคาเบะ  โมโตจิกะ ผู้ครองชิโกกุ ได้เดินทางมาถึง รวมทั้งกองทัพประจำตระกูลมาเอดะ นำโดยมาเอดะ โทชิอิเอะ และ กองทัพหลักของอุเอสึงิ นำโดยคาซึงะ ก็ได้มาถึงแล้วเช่นกัน

บุกเข้าไป! เผาเมืองของจอมมารให้สิ้นซาก!!” 

กองทัพทั้งหมด เร่งเข้าจู่โจมรอบทิศทางของปราสาทอาซึจิ สถานการณ์พลิกกลับกลายเป็นต่อขึ้นมาในทันใด เหล่าทหารของโอดะเริ่มเป็นฝ่ายแตกพ่ายขึ้นมาเสียเอง

ผู้นำแห่งโอชู  ดาเตะ  มาซามุเนะ!”

ผู้ติดตามทาเคดะ ซานาดะ เก็นจิโร่ ยูกิมุระ!”

จอมมารวันนี้เป็นวันที่เจ้าจะล้มลง เพื่อความสงบสุขของแผ่นดิน!!!” สิ้นเสียงของทั้งสองคน ดาบคาตานะ และ หอกคู่กุเร็น ก็พุ่งจู่โจมพร้อมกันอย่างรวดเร็ว จอมมารจึงสะบัดดาบสีเลือดขวางทางอาวุธเหล่านั้นไว้อย่างถนัดถนี่

ข้าจะไม่มีวันล้ม! ข้าจะทำลายต่อไป สิ่งที่งอกงามบนแผ่นดินนี้จะมีเพียงความว่างเปล่า!!”  ทั้งสามคะคานกำลังกันด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี ประกายไฟแปลบปลาบจากอาวุธทั้งสามสะท้อนในดวงตา 3 คู่

เสียงของมาซามุเนะ และยูกิมุระดังประสานกันกึกก้อง ในเฮือกสุดท้าย ก่อนที่หอกคู่ และ ดาบคาตานะ จะสะบั้นดาบสีเลือดนั้นจน... แตกหัก

แรงสะเทือนที่ส่งผ่านทำให้ร่างของโนบุนางะกระเด็นทะลุหลังคาลงไปด้านล่างของปราสาท เสียงสิ่งก่อสร้างซึ่งร่วงหล่นไปตามความแรง ดังกึกก้องไปถ้วนทั่ว

แต่เสียงของบรรดาผู้คน...กลับเงียบสนิท ราวกับกำลังรอคอย...ท่ามกลางฝุ่นควัน

ความชั่วร้ายถูกทำลายลง ไม่มีสิ่งใดคงทนถาวร ไม่มีความยั่งยืนใดคงอยู่ชั่วนิรันดร์...แม้แต่ความจริงก็ตาม  จอมมารนอนนิ่งอยู่ท่ามกลางซากปราสาทที่ผุพัง ร่างกายมิอาจขยับเขยื้อนได้อีก ทว่า กลับมีรอยยิ้มจางบนใบหน้าอันอ่อนล้า... ดวงตาสีราตรีชืดชา มีดวงดาวปรากฏขึ้นริบหรี่ ก่อนจะดับแสงลงไปตลอดกาล....

เสียงของผู้คนจึงได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง..

ยูกิมุระพยุงร่างสูงของชายหนุ่มขึ้นจากกองซากไม้ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของเหล่าทหารหาญ

ท้องฟ้ามืดมิดอันยาวนานถูกแสงสีทองแห่งดวงตะวันสาดส่อง จนแม้แต่ซากหักพังของปราสาทก็ยังเปล่งประกายวาวงาม...

 

*********************************

 

วันเวลาผ่านพ้นไปเงียบ ๆ ท้องฟ้าสีครามไร้เมฆ อวดสีสันแข่งขัน กับสีเขียวชอุ่มของท้องนาอันรื่นรมย์ ความสงบสุขกลับคืนสู่ผืนแผ่นดิน กองทัพกลับคืนสู่มาตุภูมิ และเริ่มซ่องสุมกำลังใหม่ เพื่ออนาคตในวันใหม่

สายลำธารน้อยไหลเอื่อย ส่งละอองน้ำกระเซ็นเป็นประกายบนยอดหญ้า สะท้อนเงาของนินจาสาวซึ่งกระโดดขึ้นลงไปตามก้อนหินเขียวครึ้มด้วยตะไคร่จับอย่างแคล่วคล่อง จนกระทั่งนางหยุดเท้าลงนั่งที่หินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งโดยไม่พูดจากับผู้ที่มาอยู่ก่อนแล้ว...

ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของนินจาหนุ่ม จ้องมอง ขลุ่ยที่ถูกทำขึ้นใหม่อย่างพิจารณา พลางเอ่ยขึ้น

เจ้านี่น่ะ คงจะถูกบรรจุไว้ในหน่วยนินจาได้ซะที

ถูกบรรจุ? นี่หมายความว่าใช้ข้าเป็นหนูทดลองงั้นรึ?!”  เมื่อหญิงสาวได้ยิน นางจึงต่อว่าในทันที ทว่า ซาสุเกะกลับเผยรอยยิ้มสู้สายตาขุ่นเขียวคู่งามของคาซึงะแทน...

ถึงอย่างไรเจ้าก็จะไปที่โอวาริอยู่ดี...จะให้หรือไม่ให้ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับข้าซักหน่อย 

อ่ะ...  คาซึงะชะงักไปครู่หนึ่ง...

เรื่องที่เจ้าคิดจะไปตายน่ะ ข้าไม่ห้ามเจ้าหรอกนะ...ก็นั่นเป็นความปรารถนาของเจ้า เพียงแค่...หากเจ้าเลือกที่จะมีชีวิตอยู่...ก็ได้พบสิ่งที่ดีกว่านั้นมาก  นินจาหนุ่มละสายตาจากใบหน้านวลของหญิงสาว พลางหมุนอุปกรณ์ ขลุ่ยในมือเล่น...ดวงตาสีอ่อนคู่งามลดแสงลงเล็กน้อย ก่อนจะเผยรอยยิ้มจาง

...มันไม่ใช่แค่นั้นหรอก

เอ๊ะ? เจ้าว่าอะไรนะ?” 

ไม่มีอะไรย่ะ  คาซึงะหุบยิ้มรีบลุกขึ้นจากโขดหินกระโดดไปยังหินอีกก้อน นางสะบัดปอยเส้นผมสีทองอร่าม พลางค่อยหันกายอ้อนแอ้นมาทางนินจาหนุ่มอย่างช้า ๆ ซาสุเกะมองทุกกิริยาของนางราวกับจะบันทึกทุกอย่างเอาไว้ในความทรงจำ ภายในใจนึกขันถึงช่วงเวลาอันน้อยนิดที่ตัวเองไขว่คว้าเอามาได้...

ตอนนี้พวกเราคงต้องกลับมาเป็นศัตรูกันอีกแล้วสิ   

ข้า...ไม่ออมมือให้หรอกนะ  นินจาสาวตอบคำท้าทายของซาสุเกะ ใบหน้านวลแย้มยิ้มภายใต้แสงแดดอ่อนซึ่งส่องลอดแนวต้นไม้มา ดูอ่อนโยนงดงามยิ่งกว่าครั้งใด ๆ ก่อนร่างอ้อนแอ้นนั้นจะหายลับไปในแนวป่าอย่างรวดเร็ว...

เอาล่ะ...ขบวนส่งแม่ทัพแห่งโอชูกำลังใกล้เข้ามาแล้ว เราเองก็ควรไปได้แล้ว  ซาสุเกะยืดตัวลุกขึ้น บิดขี้เกียจเล็กน้อย แล้วโขดหินบนลำธารก็หลงเหลือเพียงเสียงครืนครั่นของสายน้ำเท่านั้น

 

*********************************

 

นินจาหนุ่มยืนบนยอดต้นไม้สูง พลางเพ่งมองขบวนทัพที่น่าจะเดินทางมาถึง ทว่า กลับไร้วี่แวว ด้วยสัญชาตญาณของนินจาทำให้เขามิอาจรอคอยอยู่ได้ จึงตัดสินใจมุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่ขบวนน่าจะผ่านทันที

เสียงฝีเท้าม้าใกล้เข้ามาในระยะที่ซาสุเกะมองเห็น...ทว่า แทนที่จะเป็นขบวนทัพซึ่งถูกจัดมาอย่างดี กลับกลายเป็นเด็กหนุ่มชุดแดงบนหลังม้าขาวเพียงคนเดียวเท่านั้น

นายน้อย? ทำไมมาคนเดียว?”  นินจาหนุ่มกระโดดลงจากยอดไม้ พลางวิ่งในระดับความเร็วกับที่ม้ากำลังวิ่งพอดิบพอดี

ซาสุเกะ! เห็นทัพโอชูผ่านมาบ้างหรือไม่!?”  เมื่อยูกิมุระเห็นซาสุเกะ ก็รีบยิงคำถามในทันทีโดยไม่ชะลอความเร็วของม้าลงเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าสะอาดขุ่นเคือง คิ้วขมวดอย่างเห็นได้ชัด น้ำเสียงจึงค่อนข้างกระชากและห้วนสั้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ข้าไม่เห็นพวกเขาเลย กิดอะไรขึ้นหรือท่าน?” 

ข้าจัดเตรียมขบวนทัพส่งตั้งแต่เช้า พอเคลื่อนขบวนมาถึงกลับไม่เจอทัพโอชูซักคน!” 

เอ๋? แล้วนายท่านรู้เรื่องนี้แล้วหรือ?” 

พอข้าเข้าไปรายงาน นายท่านก็เอาแต่หัวเราะเสียยกใหญ่แค่นั้นเอง  ใบหน้าของยูกิมุระบูดบึ้งเมื่อพูดจบ ทว่า ฝ่ายที่ได้ฟังนั้น กลับนึกภาพตามอย่างไม่ยากเย็น...ภาพของพยัคฆ์แห่งไคหัวเราะลั่นภายในโถงคงจะดังสะท้านสะเทือนไปจนนอกเรือนเป็นแน่

อ่า...ก็...

ซาสุเกะ ไม่ต้องหัวเราะอีกคนนะ!”

ขะ..แฮ่ม...ขอรับ  นินจาหนุ่มกลืนเสียงของตัวเองลงไปแทบไม่ทัน...พลางเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของเจ้านาย...

เอ่อ...นายน้อย โกรธหรือ?”

ทั้งที่นายท่านอุตส่าห์จัดขบวนทัพให้เพื่อเป็นเกียรติแท้ ๆ! แต่กลับ...!ไปโดยไม่ร่ำลา เห็นนายท่านเป็นอะไร!?” 

นายน้อย

ไม่ต้องตามนะ ซาสุเกะ ข้าจะไปหาเจ้าคนอวดดีนั่นเอง!!”  ยูกิมุระสะกิดท้องม้าคู่ใจ แล้วเร่งความเร็วขึ้นอีกเมื่อพูดจบ

...ง่า...  นินจาหนุ่มจึงหยุดฝีเท้าลง เมื่อระยะห่างระหว่างเขาและยูกิมุระไกลจนมองเห็นฝุ่นควันจากฝีเท้าม้าเพียงจาง ๆ  ซาสุเกะจึงดีดนิ้วเป็นสัญญาณ เงาร่างสีดำปิดบังหน้าตามิดชิดหลายเงาก็ปรากฏตัวข้างกาย

ความประมาทเพียงเล็กน้อยนำมาซึ่งความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ขณะนี้ ดาเตะ และ ทาเคดะ แม้จะถือได้ว่าเป็นพันธมิตรกัน ทว่า การปล่อยให้แม่ทัพคนสำคัญไปเพียงลำพัง ในแง่ของความปลอดภัยแล้วถือว่ามีความเสี่ยง ซาสุเกะจึงมิอาจปล่อยไปได้...แม้ว่าจะเป็นการขัดคำสั่งก็ตาม

ตามนายน้อยไป...  ซาสุเกะสั่งการกับนินจาในสังกัดเบา ๆ ...พลันเมื่อสิ้นประโยคเงาร่างสีดำเงาหนึ่งก็หายไปในทันที...

ยูกิมุระควบม้าไปตามเส้นทาง พลางมิอาจสลัดความขุ่นเคืองที่ไม่เป็นตัวของตัวเองออกไปได้แม้แต่น้อย...ในยามปกติแม้จะได้รับความกดดันมาจากทิศทางใด แม้จะอยู่ท่ามกลางสนามรบที่ต้องแลกด้วยชีวิต หากเป็นการทำเพื่อทาเคดะ เพื่อนายท่าน เขาก็จะไม่มีความลังเลใด ๆ เกิดขึ้นภายในใจเลย

ทว่า...การกระทำของเขาคนนั้น มิเคยอยู่ในความคาดหมาย...ทำให้ร้อนรน...ทำให้ตัวตนของเขาต้องสูญเสียไป...

ตั้งแต่ตอนนั้น...

เมื่อแรกปะทะกันที่ภูเขาไซโจ...

            ข้าไล่ตามทัพอุเอสึงิมา...และจะเข้าโจมตีที่คาวานากะจิมะ  ร่างสูงในเกราะสีน้ำเงินเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม...น้ำเสียงนั้นทั้งท้าทายและเยาะหยัน ทว่ากลับน่าฟังอย่างประหลาด

เอ๊ะ?’ 

จะหยุดข้า...หรือจะวิ่งหนีไปก็ได้

เจ้าคนอวดดี!

เด็กหนุ่มดึงบังเหียนอย่างแรง ทำให้ม้าคู่ใจหยุดฝีเท้าลงแทบไม่ทัน ในดวงตาสีดำเหลียวมองสายน้ำไหลเอื่อยริมทาง ก่อนจะใช้ขาหนีบท้องม้า และเปลี่ยนเส้นทาง...

 

*********************************

 

ลม...พัดเอาละอองฝุ่นบนพื้นดินเต้นรำเป็นวงกลมเล็กบางเบา พลางค่อยพัดพาใบและกิ่งไม้นำเสียงดนตรีมาสู่ลานกว้าง ทว่า ผู้ซึ่งยืนอยู่บนลานนั้นยังคงนิ่งเงียบ มินำพากับเสียงของแมกไม้อันไพเราะใด ๆ จนกระทั่งเสียงฝีเท้าม้าอันเร่งร้อนกำลังใกล้เข้ามา รอยยิ้มจางจึงปรากฏบนใบหน้าคม...

ให้รอจนเมื่อยเลยนะ เจ้าแดง  

ท่านมาซามุเนะ! หมายความเช่นไรขอรับ...ทั้งที่ทัพทาเคดะได้เตรียมการส่งท่านอยู่แล้ว แต่ท่านกลับพาทัพโอชูออกจากปราสาทก่อนที่ข้าจะไปถึง!”  เด็กหนุ่มกระโดดลงจากหลังม้าขาว เกราะสีแดงราวกับดอกสึบากิเบ่งบาน พร้อมกับใบหน้าซื่ออันเคืองขุ่น เป็นภาพคุ้นตาซึ่งสะท้อนในดวงตาของมังกรหนุ่ม ราวกับเมื่อแรกพบนั้นได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง...

ไม่พอใจหรือ?”  ชายหนุ่มยังคงรอยยิ้มบนใบหน้า...ทำให้ผู้ที่เพิ่งมาถึงซึ่งก้าวขาเข้ามาอย่างรวดเร็วต้องหยุดชะงักลง...

ใช่สิขอรับ! เป็นการเสียมารยาทกับนายท่านมาก!” 

งั้นหรือ?”  มาซามุเนะส่งเสียงราวกับเยาะหยัน...ทำให้ยูกิมุระหยุดยืนนิ่ง...

ทะ...ทั้งที่คืนนั้น...ท่านบอกให้ข้ามาส่งท่าน 

ข้าบอก...แค่ เจ้ามิใช่หรือ?”  ยิ่งได้ฟังคำตอบซึ่งเปลี่ยนเป็นคำถามกลับมา ยิ่งทำให้ความขุ่นเคืองเพิ่มขึ้น

นี่...ท่านต้องการอะไรกันแน่?” 

...บางครั้งการเด็ดดอกไม้มาครองก็ช่างยากเย็นนัก  มาซามุเนะก้าวเข้าใกล้เด็กหนุ่ม ฝ่ามืออุ่นยื่นออกไปสัมผัสปลายผ้าคาดเบา ๆ

อ๊ะ?”  ผ้าคาดศีรษะสีแดงชาดถูกปลดปมออก...สัมผัสของเนื้อผ้าที่ผ่านเส้นผมไปนุ่มนวลราวกับการร่วงหล่นของกลีบซากุระในยามค่ำคืน...มาซามุเนะถือปลายผ้าคาดพร้อมกับม้วนปอยผมสีน้ำตาลยาวของเด็กหนุ่มขึ้นสัมผัสเบา ๆ ด้วยริมฝีปาก...

ท่าน...มาซามุเนะ...?” แม้เจ้าตัวจะมิอาจล่วงรู้ แต่ใบหน้าร้อนผ่าวของยูกิมุระในยามนี้ เป็นใบหน้าที่ชายหนุ่มชอบที่สุด และปรารถนาจะได้เห็นต่อไป...ตลอดไป...

ความรู้สึกที่มิอาจบอก ความรู้สึกที่มิควรบอก อัดแน่นอยู่ในอก ราวกับเปลวไฟอันร้อนแรงกำลังเผาผลาญกายและใจให้กลายเป็นเถ้าถ่าน...

ทว่า หากเวลาจะหวนคืนกลับได้...

เส้นทางก็ยังคงดำเนินไปเช่นนี้...

เพราะทางเลือกนั้น...มิได้มีอยู่ตั้งแต่แรก...

ดังนั้น...จึง...

อ๊ะ!”  ลำแขนในเกราะสีแดงถูกกระชาก ทำให้ร่างเพรียวถูกดึงเข้าใกล้อีกฝ่ายอย่างไม่ทันตั้งตัว...มาซามุเนะสัมผัสผิวแก้มเด็กหนุ่มด้วยฝ่ามืออุ่นเบา ๆ ก่อนกระซิบริมใบหู...ด้วยถ้อยคำที่ยูกิมุระ มิอาจเข้าใจ...

.... love ...you” 

เอ๊ะ...?”  รอยยิ้มจางปรากฏบนใบหน้าคมเมื่อผละจาก...ร่างสูงในเกราะสีน้ำเงินเข้มค่อยห่างออกไปทีละก้าว...

ท่านมาซามุเนะ! ขะ...ข้า...ยูกิมุระเอ่ยอย่างติดขัด...ประโยคที่ไม่เข้าใจ คำพูดที่ไม่เข้าใจ...แต่ทำไม...ในหัวใจจึงร้อนรุ่มเช่นนี้

ไม่อยากจากท่านไป...

ไม่อยากให้ท่านกลับโอชู...

ข้ามีโอชู เจ้ามีทาเคดะ...เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว ยูกิมุระ...  ชายหนุ่มพูดโดยไม่หันหลังกลับ...เขาผิวปากเรียกม้าคู่ใจให้วิ่งมาหา แล้วจึงตวัดร่างขึ้นบนหลังม้าอย่างรวดเร็ว ผ้าคาดถูกม้วนมัดไว้ในมือ สีแดงชาดที่ตัดกับสีน้ำเงินเข้มบนเกราะมาซามุเนะ สะท้อนวาววามในดวงตาของเด็กหนุ่ม...

ทั้งโอชู

ทั้งทาเคดะ

ทั้งเส้นทางที่จะต้องเดินไป...ในที่สุด...ก็เข้าใจ

คำพูดที่ต้องการเอ่ย คำพูดที่มิอาจเอ่ย...ถูกกลืนลงไปภายในใจจนหมดสิ้น

...ขอรับ...เท่านั้นก็เพียงพอ...  ยูกิมุระตอบเบา ๆ และไม่มองแผ่นหลังสีน้ำเงินที่กำลังหายลับไปจากลานกว้างบนภูเขาไซโจนี้ อีกต่อไป...

สิ่งสำคัญในเวลานี้ คือนายเหนือหัว และไพร่ฟ้าของทาเคดะเท่านั้น

หากเปลวเพลิงในหัวใจนี้มิอาจดับ ก็คงต้องปล่อยให้มันค่อย ๆ แผดเผาใจและกลืนกินทุก ๆ สิ่ง มิให้หลงเหลือแม้เถ้าถ่าน

เมื่อถึงเวลานั้น หากยังจดจำได้ถึงตัวตนของผู้ซึ่งมอบเปลวไฟนี้ให้

คงจะได้พบกันอีกครั้ง

และคราวนี้...

คราวนี้...เมื่อฝ่ามือระอุอุ่นนั้นสัมผัสผิวแก้มอีกครั้ง...

ข้าจะได้เอ่ย

คำนั้น

ความจริงซึ่งไม่มีคำโกหกใด ๆ

เทียบเคียงได้

 

ยูกิมุระตวัดร่างขึ้นบนหลังม้าขาว...

และลานกว้างบนภูเขาไซโจ ก็มีเพียงเสียงดนตรีของเหล่าแมกไม้ขับขานอยู่ในสายลมเท่านั้น...

 

*********************************

 

ท่านมาซามุเนะ...  โคจูโร่และทัพโอชูรอคอยนายอยู่ที่ด้านล่างของภูเขา...เมื่อเห็นมาซามุเนะกำลังใกล้เข้ามาจึงรีบจัดทัพพร้อมเดินทางอย่างรวดเร็ว...

กลับกันเถอะ โคจูโร่...กลับบ้านของพวกเรา 

...ขอรับ...  ชายหนุ่มรับคำของนาย เสียงโห่ร้องและเสียงฝีเท้าม้าจำนวนมากก็ค่อยเคลื่อนตามอย่างพร้อมเพรียง...

ปลายผ้าคาดสีแดงชาด ยังคงสะบัดไหวไปตามแรงลมบนเกราะสีน้ำเงินเข้ม...

ทว่า...

ความฝันแห่งค่ำคืนของพายุซากุระ

เป็นเพียงฝันตื่นหนึ่ง ของเส้นทางคู่ขนานที่มิอาจบรรจบ

เป็นเพียง...ความฝันชั่วนิรันดร์ ต่อไป...

 

 

 

 

อ่า...จบแล้วสำหรับตอนสุดท้ายนี้ อาจจะยาวไปนิด แต่ขอบคุณที่ติดตามกันมาตลอดค่ะ ขอบคุณทุกเม้นท์ที่เข้ามาให้กำลังใจกันด้วยค่ะ จะพยายามสร้างผลงาน (?) ต่อไปค่ะ

ตอนที่พี่โนบุนางะ บอกว่า ให้มารินเหล้าให้ดีกว่าจะสู้กันนี่...เอิ่ม ในหัวของดิฉันมีแต่ภาพฮาเร็มค่ะี่พี่ น้ำเงินขวา แดงซ้าย คอยรินเหล้าให้โนบุนางะ อ๊างงงงง (คิดอะไรเนี่ย) ดีนะที่มาสะปฏิเสธไร้เยื่อใย มิฉะนั้น จิ้นของเราคงเตลิดไปไกล (รอดตัวไปนะจ๊ะ เด็ก ๆ) 

จากนี้คงเหลือแต่ซับ บาซาร่า กับ คุณพ่อบ้านล่ะค่ะ สำหรับ คุณพ่อบ้านจะพยายามกระดื้บไปให้ถึงตอนที่ 5-6 ให้ได้เร็ว ๆ นะคะ หุหุ ของดีรออยู่นิ 

อ่านแล้วคิดยังไงกันบ้าง เชิญที่ nekomasaxinuyuki จ๊ะ

Credits : Capcom, Production I.G.

สวัสดีค่า! ถึงตอนที่ 6 แหล่ว ขอบคุณสำหรับทุก comment นะคะ อ่านแล้วปลื้มอ่ะ ทำให้อยากแต่งอีกซักภาคจริง ๆ (แอบมีเนื้อเรื่องไว้แล้ว แต่ติดทำซับอยู่ คงไม่ได้แต่งนิยายอีกนาน)

Warning : fan-fiction เรื่องนี้ เป็นแนว Yaoi หรือ ชายรักชายค่ะ หากท่านไม่มีความสนใจทางด้านนี้ เชิญกลับออกไปได้ค่ะ และขอความกรุณาผู้ที่จะนำไปลงที่อื่น (แม้จะมีหรือไม่มีก็ตาม ก็ไม่ได้เขียนเก่งไรถึงขั้นว่าจะมีใครเอาไปลงที่อื่นหรอก แต่ของแบบนี้เขาเรียกกันไว้ก่อนน่ะค่ะ) ว่าบอกเราซักนิด เครดิตชื่อคนเขียนอย่างเราซักหน่อย จะขอบคุณมากค่ะ

 

Sengoku Basara Fan-Fiction (ประหลาด)

Masa x Yuki

-A road in Dream-

   

...ได้ยินเสียง...  หญิงสาวเอ่ยด้วยความหวาดกลัว ภายในห้องอันมืดมิด อาวุธง้าวคู่ประกบวางอยู่ข้างมือเรียวขาวบอบบาง อาวุธซึ่งผู้เป็นพี่ชายได้มอบให้กับเธอ เพื่อเข่นฆ่าผู้อื่น หรือ เพื่อเข่นฆ่าตนเอง...

ทั้งเศร้า เจ็บปวด และสาปแช่งมาถึงท่านพี่  โออิจิยกมืออันสั่นระริกปิดบังใบหูของตนเอง พลางดวงตาเศร้าสลดราวหยาดน้ำจะหยดก็เหม่อมองพื้นอย่างสิ้นหวัง

ทั้งหมดเป็นเพราะอิจิเอง...  หญิงสาวทำได้เพียงรำพึงเงียบ ๆ ทว่า ลำแสงสีขาวแสนรักดวงหนึ่งก็ได้สะท้อนสู่ดวงตาเปื้อนหยาดน้ำเป็นเงาเรือง

...ท่าน...นากามาสะ?”  

*********************************

  เสียงผ้าคาดศีรษะสีแดงมัดเป็นปมดังขึ้นแผ่วเบา...สายลมยังคงพัดผ่านเนินซากุระอย่างอ่อนโยน จึงพัดพาเอาปลายผ้าคาด พร้อมกับปอยเส้นผมสีน้ำตาลยาวพลิ้วไหวไปพร้อมกัน

มาซามุเนะจูงม้าทั้งสองตัวขึ้นเนิน เป็นจังหวะเดียวกับที่หอกคู่กุเร็นถูกกระชับมั่นด้วยมือของเจ้าของ

พร้อมแล้วนะ 

ขอรับ  ยูกิมุระตอบ ชายหนุ่มยื่นมือไปสัมผัสอุ่นแผ่วเบาบนผิวแก้มอีกฝ่าย

พายุซากุระเมื่อยามค่ำคืน...ยังคงโหมกระพือเปลวเพลิงในหัวใจให้เผาผลาญทุกสิ่งมิจบสิ้น

ยูกิมุระมิได้ถอยหนี ดวงตาสีดำคู่สวยมองตามปลายนิ้วสากที่สัมผัสเรื่อยจากแก้มมาถึงริมฝีปาก พลางเมื่อมองใบหน้าของมาซามุเนะ เด็กหนุ่มก็ปล่อยกุเร็นแล้วยื่นมือออกไป

สัมผัสเบา ๆ ที่อุปกรณ์คาดตา

ยูกิมุระ?”

ดวงตาของท่าน...

มันไม่น่ามองนักหรอกนะ  มาซามุเนะจับมือเรียวเอาไว้

ข้า...อยากเห็น  ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะปลดเชือกออก

ดวงตาขวาของมังกรนั้นเป็นสีขาวขุ่น มิอาจรับรู้ถึงแสงแห่งอรุณรุ่งที่เรืองรองจากขอบฟ้าสีมืดหม่น มาซามุเนะแค่นยิ้มเมื่อเห็นดวงตาสีดำคู่งามมองค้างอย่างพิจารณา

น่าเกลียดสินะ  สิ้นเสียงรำพึง ยูกิมุระส่ายหน้าเบา ๆ พลางสัมผัสดวงตาซึ่งมองไม่เห็นด้วยปลายนิ้ว

มาซามุเนะหลับตาทั้งสองข้างลง เผยยิ้มบาง แนบผิวแก้มกับปลายนิ้วราวกับจะจดจำสัมผัสอุ่น ๆ นี้เอาไว้

เนิ่นนาน ทว่า ซากุระก็ไม่ปลิดกลีบลงมาอีกแล้ว

                เมื่อพบกันอีกครั้ง...’

            ดวงตาของมังกรเปิดออก อุปกรณ์คาดตาแข็งแกร่ง บางเบาถูกคาดไว้ดังเดิม

เสร็จเรื่องจอมมารแล้ว ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็จะไม่มอบแผ่นดินนี้ให้ผู้ใดทั้งสิ้น  ดวงตาสีดำของเด็กหนุ่มฉายแววเจ็บปวดเมื่อได้ยิน หากดวงตาสีน้ำตาลเข้มนั้น มิได้มีความลังเลแม้แต่น้อย แม้แต่มือสากที่แตะใบหน้าของเขาก็มิได้มีอุณหภูมิที่เปลี่ยนไป

                ข้าคงจะฆ่าเจ้าด้วยดาบของข้าเอง

                หรือไม่ เจ้าคงจะฆ่าข้าด้วยหอกของเจ้า...’       

ในสายตาของข้า ผู้ที่เหมาะสมจะได้ครองแผ่นดินมีแต่นายท่านเพียงผู้เดียวเท่านั้นขอรับ  ยูกิมุระประคองดาบคาตานะทั้ง 6 เล่มไว้กับอ้อมอก พลางยื่นส่งให้ชายหนุ่ม ด้วยดวงตาสีดำสุกใสคล้ายกับเมื่อแรกสบบนหลังม้า ที่ภูเขาไซโจ

“หึ”  มาซามุเนะ รับกรงเล็บมังกรทั้ง 6 มาไว้ในมือ

หนทางของพวกเราที่มิอาจบรรจบกันได้ มีเพียงเท่านี้...’

อย่าลืมที่เจ้าพูดล่ะ!”  ชายหนุ่มหันหลังให้กับยูกิมุระ ทั้งสองขึ้นม้าคู่ใจ แล้วควบตะบึงไปยังจุดหมาย 

********************************* 

 

ศัตรูอยู่ที่วัดฮอนโนจิ  เสียงอันแผ่วเบามิดังไปกว่า เสียงไม้ที่ไหม้ไฟ ทว่า ชัดเจนท่ามกลางสายลม ของชายหนุ่มผู้ซึ่งมีเส้นผมยาวสีเทาเงินบนหลังม้า

ท่านจะหลับแล้ว หรือ กำลังเพลิดเพลินกับเรือนกายของคิโจว (ท่านหญิงโน) กันหนอ  ชายหนุ่มยังคงเอ่ยเรียบเรื่อย ท่ามกลางผืนธงที่โบกสะบัด เขายิ้มเล็กน้อย พลางขยับเคียวคู่ใจเบา ๆ ราวกับมันกำลังสั่นไหวอย่างยินดีมิแพ้กัน

ข้าอยากให้ท่านเก็บความสนุกสนานนั้นเอาไว้ ในโลงศพของท่าน...อย่างไรเล่า...ท่านโนบุนางะ  ใบหน้ายิ้มน้อย ๆ กำลังบิดเบี้ยวเป็นรอยยิ้มกว้าง พลางแทบมิอาจปิดกั้นเสียงหัวเราะในลำคอ

อาเคจิ  มิตสึฮิเดะ...ผู้ทรยศต่อนาย

 

*********************************

เสียงฝีเท้าม้าสี่คู่ควบตะบึงมาตามถนน ทิ้งฝุ่นตลบไว้เบื้องหลัง ดึงความสนใจของมิตสึฮิเดะ ซึ่งนำทัพซุ่มอยู่บนเนินเขา  ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยกับแขกที่มิได้รับเชิญ ทว่า เมื่อกำลังขยับเคียวคู่ใจเบา ๆ อยู่นั้น ม้าทั้งสองตัวซึ่งบรรทุกมังกรตาเดียว และ พยัคฆ์น้อย ก็กระโดดข้ามประตูกำแพงวัดอันสงบเงียบไปเรียบร้อยแล้ว

ข้าผู้นำแห่งโอชู ดาเตะ มาซามุเนะ! วันนี้ข้าจะมาเอาหัวจอมมาร!”

ผู้ติดตามทาเคดะ...ซานาดะ เก็นจิโร่ ยูกิมุระ! โผล่หัวออกมาเดี๋ยวนี้ โนบุนางะ!!”

ทั้งสองกระชับอาวุธในมือมั่น เมื่อประตูด้านข้างกำแพงถูกเปิดออก และกองทหารซึ่งซุ่มซ่อนอยู่ได้เผยตัวออกมาตรงเข้าปะทะทันที...

เส้นผมสีเทาเงินพลิ้วสะบัด เมื่อ มิตสึฮิเดะ นิ่งมองคนทั้งสองเบื้องล่าง

ไม่มีวี่แววของกองทัพติดตามเลย หรือว่า พวกนั้นมากันเพียงสองคน?”  เมื่อไตร่ตรองดีแล้ว ชายหนุ่มขยับเคียวเป็นสัญญาณ พลางควบม้าลงเนินเขาพร้อมกับกองทัพในทันที ทั้งยังคงความสงสัยเกี่ยวกับกองทหารภายในวัดฮอนโนจิอยู่จาง ๆ

มันเงียบสงบเกินไปจริง ๆ

เพียงกองทหารแค่หยิบมือ มิสามารถต้านทานคมหอก คมดาบของคนทั้งคู่ไปได้ พวกเขาต่างแตกพ่ายในเวลาอันรวดเร็วกับที่ มาซามุเนะ ผลักประตูวิหารด้านในเข้าไป และพบกับเพียงบัลลังก์อันว่างเปล่า

จอมมารฟ้าที่หก โอดะ โนบุนางะ มิได้นั่งอยู่บนบัลลังก์นั้น

นี่มันหมายความว่าอย่างไร?”  ยูกิมุระเอ่ยขึ้น พร้อมกับเสียงเดาะลิ้นอันไม่พึงพอใจของมาซามุเนะ ทั้งสองยืนอยู่ภายในวิหารครู่หนึ่ง ก่อนที่เสียงหัวเราะอันสนุกสนานจะดังขึ้น ตรงประตู

อาเคจิ  มิตสึฮิเดะ!”  เด็กหนุ่มเรียกชื่อชายที่ทำร้ายนายของเขาลอดไรฟันอย่างเคืองแค้น พลางกระชับกุเร็นในมือแน่นขึ้นอีก

ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง หึหึ  มิตสึฮิเดะเผยยิ้มละไมเอ่ยอย่างเยือกเย็น ร่างผอมสูงพาเคียวคู่ใจขยับเข้าใกล้ทั้งคู่ทีละก้าว ทีละก้าว

แกรอพวกเราอยู่นานแล้วสินะ จอมมารอยู่ที่ไหน!?”  มาซามุเนะแค่นเสียง แต่มิลืมที่จะจับดาบให้ปลายคมวาวนั้นจดจ่อกับผู้มาเยือนคนสุดท้าย

แหม...  ชายหนุ่มผมสีเทาเงิน เปลี่ยนใบหน้าจากรอยยิ้มพรายเป็น รอยแสยะยิ้มอย่างรวดเร็ว

ดูเหมือนว่า แม้แต่ข้า ก็ถูกหลอกเช่นกัน 

บานประตู...ถูกปิดลงจนภายในมืดสนิท...

ผู้ที่ถูกเผาอยู่ในวัดฮอนโนจิวันนี้...มิใช่โนบุนางะเสียแล้ว

 

*********************************

 

เจ้าพวกขุนพลที่รวมตัวกันทางฝั่งตะวันออกถูกล่อหลอกจนป่านนี้คงจะติดกับ...รวมทั้งเจ้าคนทรยศนั่นด้วย  ท่านหญิงโน พูดพลาง เยื้องย่างด้วยเรียวขาขาวนวลประดับรอยสักผีเสื้อเหินสีม่วงอ่อน ภายในห้องส่วนตัวชั้นบนสุดของ ปราสาทอาซึจิ ซึ่งโนบุนางะกำลังทอดสายตามองไปยังวัดฮอนโนจิอย่างเงียบ ๆ

แค่เพียงคิดว่า เจ้าคนทรยศนั่นบังอาจยืมกองทหารของท่านคาซึซาโนสุเกะไปเพื่อทำร้ายตัวท่านเอง โนก็มิอาจอภัยให้ได้แล้วเจ้าค่ะ เพียงแค่ฆ่ามัน ยังมิสาสมกับที่มันทรยศท่านคาซึซาโนสุเกะเลยแม้แต่น้อย  นางพาร่างอ้อนแอ้นคุกเข่าลงแทบเท้า โนบุนางะซึ่งกลับมานั่งบนบัลลังก์ พลางรินสุรารสแรงให้ด้วยมือเรียวนุ่มนวล

ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็จัดการกับสุนัขที่แว้งกัดเจ้าของได้เลย  โนบุนางะเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ แล้วจึงดื่มสุราในถ้วยกะโหลกจนหมดเกลี้ยง...

 

*********************************

  เปลวเพลิงสีแดงส้มเข้มข้น เต้นรำอยู่ท่ามกลางท้องฟ้า ปล่อยควันลอยคละคลุ้งเป็นเครื่องประดับที่น่ารังเกียจอย่างใจเย็น เหล่าทหารซึ่งถูกนำมาเพื่อสังหารโนบุนางะ บัดนี้ได้ปฏิบัติหน้าที่อันแท้จริงของตนเอง โดยการจุดไฟเผา ศัตรูในวัดฮอนโนจิแห่งนี้...

นี่เจ้า...ถูกเขี่ยทิ้งแล้วสิ  มาซามุเนะได้ยินเสียงไม้ด้านนอกที่เริ่มไหม้ไฟ อุณหภูมิภายในวิหารเริ่มร้อนขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทั้งประตูก็ถูกปิดจากด้านนอก ไม่ว่าจะมองด้านไหน พวกเขาทั้งสองก็ถูกล่อหลอกให้ติดกับ รวมถึงตัวมิตสึฮิเดะด้วย...

ข้าดูถูก คิโจว (ท่านหญิงโน) มากเกินไป...ไม่นึกเลยว่านางจะซ้อนแผนของข้า  มิตสึฮิเดะยังคงรอยยิ้มบนใบหน้าไม่เสื่อมคลาย เหงื่อที่ผุดพรายเพราะความร้อนหยดลงบนปลายเคียวคมปลาบ

เจ้าคิดจะฆ่าโนบุนางะ แล้วก็ยึดครองแผ่นดินนี้สินะ  มาซามุเนะถามคำถาม พลาง คิดหาหนทางออกจากวิหารเพลิงนี้ไปพลาง และเพื่อเป็นการหลอกล่อให้มิตสึฮิเดะไม่โจมตี

แผ่นดินอะไรนั่นข้าไม่สน! ข้าแค่อยากจะเห็นการร้องขอชีวิตจากนักรบที่ยกย่องตนเองว่า จอมมาร เท่านั้น จากนั้น...อา...จากนั้นข้าจะปลิดชีวิตของมันซะด้วยมือของข้า  สีหน้าอันบิดเบี้ยวของชายผู้ทรยศนาย แปรเปลี่ยนเป็นสุขสมราวกับกำลังมีความรัก ความปรารถนาอันแสนแปลกแยกเช่นนี้ทำให้ยูกิมุระที่ภักดีต่อนายอย่างยิ่งมิอาจทนไหว

เจ้า...คนชั่วช้า! เป็นแค่ขุนพลกลับคิดฆ่าแม่ทัพตัวเอง 

แล้วแม่ทัพนั่น ก็อยากจะฆ่าขุนพลตัวเองเช่นกัน So Crazy, ดูไม่ออกเลยว่าใครบ้ากว่ากัน  มาซามุเนะสืบเท้าเข้ามาใกล้ยูกิมุระ พลางส่งสัญญาณให้รับมือกับการบุกของชายผู้บ้าคลั่งซึ่งกำลังใกล้เข้ามา

ข้ากำลังโกรธอยู่  ความโกรธนี้ให้พวกท่านรับไปก็แล้วกัน!!”  สิ้นเสียง มิตสึฮิเดะจึงคำรามก้อง แล้ววาดเคียวคู่ เข้าหาคนทั้งสองอย่างรวดเร็ว

 

*********************************

  กลุ่มควันฝุ่นตลบซึ่งถูกทิ้งไว้เบื้องหลังในผืนป่า ใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะสลายจนไม่เหลือร่องรอย ทิ้งไว้เพียงรอยเท้าม้าย่ำหนักบนพื้นดินจำนวนนับไม่ถ้วน บ่งบอกถึงผู้ซึ่งเดินทางอย่างเร่งรีบจากดินแดนตะวันออกนั้น เป็นกองทัพใหญ่เพียงใด

หลังจากที่มาซามุเนะ และ ยูกิมุระ ออกเดินทางมายังวัดฮอนโนจิ เหล่าบรรดาทหารซึ่งสูญเสียแม่ทัพ ได้มารวมตัวกันที่ตระกูลทาเคดะ แม้ทัพโอชูจะถูกมาซามุเนะผู้เป็นแม่ทัพสั่งสลายกองทัพไป ทว่า สิ่งที่ตามมา ก็คือความมุ่งมั่นสำหรับคนของโอชูที่จะติดตามแม่ทัพของพวกเขาไปอย่างยิ่งยวด ภายใต้การนำทางของโคจูโร่

ทั้ง ทาเคดะ , โอชู , โตกุกาวะ และอาไซ ต่างรวบรวมกำลังพล เมื่อทราบแผนการล้มล้างจอมมารฟ้าที่หกกันถ้วนทั่ว พวกเขาทั้งหมดจึงมุ่งหน้ามายังวัดฮอนโนจิ เพื่อชำระแค้น และทวงแผ่นดินแห่งความสงบกลับคืนมา แม้จะล้าหลังมาซามุเนะอยู่บ้าง แต่จากการเดินทางไม่หยุดพักแม้แต่น้อย ก็ทำให้ระยะทางย่นลงและเกือบตามมาถึงจุดหมายแล้ว

ซาสุเกะเองก็นำกองกำลังนินจาของทาเคดะ ติดตามกองทัพมาด้วยเช่นกัน ขณะที่ชายหนุ่มกำลังกระโดดขึ้นไปตามแนวต้นไม้เพื่อสังเกตการณ์ บนท้องฟ้าก็ปรากฏร่างระหงอันคุ้นเคยกำลังตกลงมา...

อ๊า...!”  นินจาสาวหล่นลงมาเมื่ออุปกรณ์ในการบินที่โดยสารมาแตกหักเสียหาย ทว่า ก่อนจะตกกระแทกถึงพื้น อ้อมแขนอันแข็งแรงของซาสุเกะก็รับร่างของนางไว้ได้ทัน

ไง

ดูเหมือนจะบินโดยราบรื่นดีนะ  นินจาหนุ่มทักทายด้วยรอยยิ้ม คราแรกหญิงสาวรู้สึกโล่งใจเมื่อได้พบหน้า ทว่า ก็มิรอช้าในการสอบถามข้อข้องใจในทันทีด้วยใบหน้าบูดบึ้ง

ขลุ่ยนั่นคืออะไรกัน?” 

ขลุ่ย...อา...นั่นมันอาวุธสุดท้ายในการบินของนินจาอย่างไรเล่า  เมื่อได้รับคำตอบ คาซึงะก็ส่งสายตาขุ่นเขียวให้กับนินจาหนุ่มในทันที

ข้านึกว่า เป็นของที่พอเป่าแล้ว เจ้าจะออกมาช่วยข้าเสียอีก 

หา!?”  คำพูดเอาแต่ใจของหญิงสาวทำให้ซาสุเกะพึงพอใจ ทว่า ชายหนุ่มก็แสร้งเลิกคิ้วด้วยสีหน้าฉงน

เรื่องนั้นจะเป็นไปได้อย่างไร? เอ้า...แต่ข้าก็ออกมาแล้วนี่  สิ้นเสียงซาสุเกะก็ยิ้มจนตาหยี ทำให้นินจาสาวซึ่งกำลังเหนื่อยอ่อนกับการเอาชีวิตรอดมาจากปราสาทอาซึจิไร้ซึ่งคำพูดจะต่อล้อต่อเถียงอีกต่อไป

ขณะที่กำลังสบายใจอยู่นั่นเอง หญิงสาวก็รู้สึกตัวว่าตนเองถูกอุ้มอยู่ในอ้อมแขนนินจาหนุ่มตั้งแต่เมื่อครู่ที่ตกลงมาแล้ว ใบหน้านวลชาวาบ พลางออกแรงดิ้นในทันที

ปล่อยนะยะ! ว๊าย!!” 

อ๊ะ...อ้าว...?”  จากการดิ้นโดยแรงทำให้คาซึงะหลุดจากอ้อมแขนซาสุเกะเกือบทันที และเพราะไม่ทันตั้งตัวนางจึงหล่นจากกิ่งของต้นไม้ ตกลงก้นกระแทกบนพื้นอย่างแรง เมื่อเห็นสภาพของนินจาสาว ซาสุเกะจึงกลั้นยิ้มไว้ด้วยการใช้นิ้วถูจมูกตนเองเบา ๆ

ทว่า สถานการณ์เช่นนี้ ไม่ใช่เวลาที่จะมามัวเล่นอยู่ได้ นินจาหนุ่มจึงนั่งลงบนกิ่งไม้ พลางเอ่ยถามคาซึงะ

แล้ว...รายงานสถานการณ์ล่ะ?”

...โอดะ โนบุนางะ อยู่ที่ปราสาทอาซึจิ...ที่วัดฮอนโนจิเป็นกลลวง  นินจาสาวบอกรายงานซึ่งประสบกับตนเองให้ฟัง พลางลูบสะโพกที่ระบมไปด้วย...

 

*********************************

  เปลวเพลิงซึ่งโหมกระหน่ำ แทบจะเผาผลาญหยาดเหงื่อบนใบหน้าให้สลายเป็นไอควันจางไปในช่วงนาทีที่ผุดออกมา มิอาจทำให้ชายหนุ่มทั้งสามซึ่งกำลังประดาบ หอก และเคียว กันนั้น หยุดยั้งไปได้

เสียงวิหารไหม้ไฟ ซึ่งเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเถ้าถ่านร่วงหล่นลงมาทีละชิ้น ทำให้สถานการณ์ที่ถูกขังอยู่ในวงล้อมของอัคคีย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ

ประกายอาวุธแลบแปลบราวกับดอกไม้ไฟ สะท้อนกลับไปมา จนที่สุด...ปลายหอกแหลมก็พาดผ่านผิวเนื้อแก้ม พลางตัดปลายเส้นผมสีเทาเงินไป เมื่อหยาดหยดสีแดงเริ่มไหลลงมาถึงปลายคาง มิตซึฮิเดะจึงแย้มยิ้มมากกว่าเดิมอย่างสมใจ

...เจ็บจัง...  เสียงของชายหนุ่มผู้ถือครองเคียวคู่ ฟังราวกับกำลังปรีดายิ่งนัก

น่าจะใกล้เวลาจะจัดการมันได้แล้ว  มาซามุเนะก้าวมายืนเคียงเด็กหนุ่มซึ่งกำลังหายใจหอบ เนื่องจากอากาศเริ่มเหลือน้อยเต็มที...

ท่านมาซามุเนะ! เรื่องจัดการกับชายผู้นี้ขอให้ข้า...  ยูกิมุระเอ่ยขึ้น เขามิอาจอภัยให้ผู้ที่ทำร้ายนายเหนือหัวของเขาได้ เหนืออื่นใด มิอาจอภัยให้กับความคิดคดทรยศต่อนายเหนือหัวยิ่งกว่า ชายผู้นี้อันตราย ไม่ว่ากับสิ่งใด คนที่มิอาจยึดมั่นต่อหน้าที่ที่ได้รับ ไม่สามารถคาดเดาได้ น่ากลัวยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น

ทว่า ขณะที่ทั้งสองกำลังกระชับอาวุธในมือ พลางใกล้จะปะทะกับมิตสึฮิเดะอีกครั้ง ประตูไม้ซึ่งถูกเผาได้ถูกทำลายลง ด้วยคมดาบคาตานะเล่มหนึ่ง

ท่านมาซามุเนะ!”  ร่างสูงใหญ่ของโคจูโร่วิ่งเข้ามาภายในวิหาร ควันไฟซึ่งได้รับทางออกก็ทำให้ลดความขื่นในอากาศลงได้จาง ๆ

>...โคจูโร่...มาจนได้นะ  มาซามุเนะเก็บดาบคาตานะเข้าฝัก เอ่ยพลางยิ้มให้กับผู้มาทีหลัง 

จอมมารอยู่ที่ปราสาทอาซึจิขอรับ นินจาหญิงของเอจิโกะสืบข่าวมาได้  เมื่อมาถึงโคจูโร่มิรอช้า รีบรายงานข่าวที่ได้รับมาให้กับนายอย่างรู้งาน

ปราสาทมีลักษณะเป็นป้อมปราการขนาดใหญ่ คาดว่ามันคงตั้งใจจะยึดครองแผ่นดินในคราวเดียว ท่านจะปล่อยโอกาสเช่นนี้ไปไม่ได้ขอรับ...กองทัพคอยอยู่ด้านนอกแล้ว โปรดเคลื่อนทัพไปที่อาซึจิ ตรงนี้ข้าจัดการเองขอรับ  โคจูโร่ชักดาบคาตานะจากฝักคู่ข้างเอว ยืนระหว่างกลางทั้งสองฝ่ายเมื่อรายงานเสร็จสิ้น แม้จะไม่ค่อยเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร แต่ยูกิมุระก็ยังมิอาจตัดใจจากการประมือกับมิตสึฮิเดะไปได้จึงเอ่ยขัด

ท่านคาตาคุระ!ชายผู้นี้ข้า...!”

ท่านก็ต้องไปด้วย! อย่าลืมสิ ว่าก่อนหน้านี้ท่านได้สัญญาอะไรกับพยัคฆ์แห่งไคเอาไว้  โคจูโร่กางแขนข้างหนึ่งกันเอาไว้ ในช่วงขณะนี้ เวลาเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด ไม่ว่าทางทะเลเซโตะจะตอบรับอะไร หรือ มาเอดะ เคย์จิจะเจรจาสำเร็จหรือไม่  เมื่อโอกาสมาถึงก็มิควรจะทิ้งขว้าง มาซามุเนะซึ่งเข้าใจดีอยู่แล้ว จึงแตะไหล่เด็กหนุ่มเบา ๆ

ขะ...ข้า...เข้าใจแล้ว...  ยูกิมุระลดหอกลง พลางมองแผ่นหลังสูงใหญ่ด้วยดวงตาสีดำคู่สวย

“Ok, ที่นี่ข้าฝากเจ้าด้วยล่ะ โคจูโร่ 

ระวังตัวด้วยนะขอรับ ท่านคาตาคุระ  มาซามุเนะ และ ยูกิมุระ ฝ่าเปลวเพลิงออกไปทางประตูที่โคจูโร่เปิดออกไว้อยู่ก่อนอย่างรวดเร็ว

ปราสาทอาซึจิพร้อมรบแล้วหรือ? สำหรับงานเลี้ยงครั้งสุดท้ายที่นั่นจะต้องเป็นที่ ๆ เหมาะสมที่สุดเป็นแน่  ชายผู้มีผมสีเทาเงินเอ่ยขึ้นเบา ๆ หลังจากนิ่งเงียบมาแสนนาน...ใบหน้าของเขามิอาจบ่งบอกได้อีกเลย ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกเช่นไร ก็ถูกเก็บซ่อนไว้ภายในใบหน้านิ่งดูเย็นชาราวกับน้ำแข็งสะท้อนบนเปลวไฟโหมกระหน่ำ ทว่า โคจูโร่ มิอาจสูญเสีย เวลา ได้อีกต่อไป

น่าเสียดาย...ที่เจ้าไม่ได้รับเชิญ อาเคจิ มิตซึฮิเดะ  ชายหนุ่มถือดาบคาตานะมั่น ขณะที่เปลวเพลิงก็มิได้ปรานีลดอุณหภูมิลงเลยแม้แต่น้อย 

 

*********************************

 

ให้ข้า...ได้พบกับท่านพี่เถอะเจ้าค่ะ ท่านพี่หญิง...  ร่างแบบบางคุกเข่าลงแทบเท้าพี่สะใภ้ พลางเอ่ยขอด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน

เรื่องนั้น ไม่จำเป็นหรอก นังน้องสาวหน้าโง่  ดวงตายาวเรียวคู่งามหรี่มองน้องสะใภ้ด้วยความเย็นชา รอยยิ้มเหยียดหยามปรากฏขึ้นบนริมฝีปากบาง พลางชักกระบอกปืนออกจากสายรัดหนังบนต้นขา

...ได้โปรดเถอะเจ้าค่ะ... 

การที่เจ้าไม่ฆ่านินจาหญิงของเอจิโกะ แล้วยังปล่อยให้มันหนีรอดไปได้ แปลว่าเจ้าไม่มีความภักดีกับท่านคาซึซาโนะสุเกะ...แมลงไร้ค่าอย่างเจ้า ไม่มีสิทธิ์ได้พบกับท่านคาซึซาโนะสุเกะเพื่อขอโอกาสได้เป็นครั้งที่สองหรอก!”  ฝ่าเท้านุ่มเนียนเหยียบลงบนพื้นไม้ขัดเงา  คืบเข้าใกล้ร่างที่คุดคู้อยู่ ต่อว่า อย่างมิปรานี

ข้าไม่ได้มาเพื่อร้องขอชีวิตนะเจ้าคะ ท่านพี่หญิง! ข้าเพียง...เพียงแต่...  ดวงตาเศร้าสร้อยของหญิงสาวผู้สูญเสียมิอาจมอบความรู้สึกที่ต้องการสื่อ ไปถึงอีกฝ่ายได้แม้แต่น้อย

คำพูดของแมลงไร้ค่าไม่มีความหมายอะไรหรอก ข้าจะฆ่าเจ้าโดยไม่ให้ได้รับความเจ็บปวดก็แล้วกัน นี่ถือว่าข้าปรานีเจ้าแล้วนะ  ท่านหญิงโนจ่อปากกระบอกปืนกับหน้าผากของน้องสะใภ้  พลางนิ้วเรียวงามก็แตะที่ไกปืน

...อา...ท่านนากามาสะ  โออิจิพร่ำเรียกชื่อสามีออกจากริมฝีปากงามเบา ๆ ชั่วขณะที่ราวกับนางได้สูญเสียสติสัมปชัญญะไปจนล้มลงกับพื้น...เงาสีดำขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นใต้ร่างบอบบาง...

เอ๊ะ?”  ท่านหญิงโน เอ่ยได้เพียงเท่านั้น ก่อนที่จะถูกเงาซึ่งรวมรูปร่างจนคล้ายกับมือคนนับจำนวนไม่ถ้วนสีดำสนิทโอบล้อมไว้

เสียงปืน...ได้ดังขึ้น เพียงหนึ่งนัด...

ทว่า ดังก้องทั่วปราสาทอาซึจิ 

*********************************

 

 

 

อ่านแล้วคิดยังไงกันบ้าง เชิญที่ nekomasaxinuyuki จ๊ะ

Credits : Capcom, Production I.G.